Skip to content

การป้องกันและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ

การป้องกันและฟื้นฟูความหลากหลาย
ทางชีวภาพ

บทนำ

ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสีย

การดำเนินงานด้านการปกป้องและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมีประสิทธิภาพช่วยสนับสนุนการอนุรักษ์ระบบนิเวศ (Ecosystem Preservation) การใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน และเสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย ในทางกลับกัน การบริหารจัดการที่ไม่เหมาะสม เช่น การใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างไม่ยั่งยืน (Unsustainable Land Use) การรบกวนหรือทำลายถิ่นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต หรือการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง อาจนำไปสู่การสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศ ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ และความเสียหายต่อชื่อเสียงขององค์กร รวมถึงความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจและความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย

แนวทางการบริหารจัดการ

นโยบายและความมุ่งมั่น

แนวปฏิบัติ

การสร้างความตระหนักด้านความหลากหลายทางชีวภาพ

กลุ่มบริษัทฯ ตระหนักถึงความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพ โดยถือเป็นประเด็นสำคัญที่กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากผู้มีส่วนได้เสีย เนื่องจากการดำเนินธุรกิจพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานหลัก และระบบนิเวศที่สมบูรณ์มีบทบาทสำคัญต่อความต่อเนื่องในการดำเนินงานและความยืดหยุ่นทางธุรกิจในระยะยาว

ทั้งนี้ เนื่องจากประเด็นดังกล่าวถือเป็นเรื่องใหม่ กลุ่มบริษัทฯ จึงให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักรู้เป็นลำดับแรก โดยได้จัดกิจกรรมอบรมเพื่อสร้างความตระหนักด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Awareness Session) ขึ้นในเดือนสิงหาคม 2568 โดยได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ BEDO (Biodiversity-based Economy Development Office)

การอบรมดังกล่าวมีตัวแทนจากโรงงานผลิตยางมะตอยในประเทศไทย และธุรกิจเรือเข้าร่วม เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ รวมถึงความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียในประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพ โดยการอบรมนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความรู้ความเข้าใจของกลุ่มบริษัทฯ ในเรื่องการพึ่งพา (Dependency) ผลกระทบ (Impact) และความเสี่ยง (Risk) ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ สำหรับการพัฒนาแนวทางการประเมินความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นระบบในลำดับถัดไป

การประเมินความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพ

กลุ่มบริษัทฯ นำแนวทาง LEAP (Locate, Evaluate, Assess, Prepare) ซึ่งถูกพัฒนาโดยคณะทำงานด้านการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ (TNFD: Taskforce on Nature-related Financial Disclosures) มาใช้ในการระบุ ประเมิน และบริหารจัดการความเสี่ยงและโอกาสด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ในทุกกระบวนการดำเนินงาน เพื่อสนับสนุนการบูรณาการประเด็นด้านความหลากหลายทางชีวภาพเข้าสู่กระบวนการบริหารความเสี่ยงและการวางแผนเชิงกลยุทธ์ของกลุ่มบริษัทฯ 

การประเมินของกลุ่มบริษัทฯ บูรณาการข้อมูลพื้นที่ (Geographic Data) ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมในระดับพื้นที่ปฏิบัติงาน (Asset-level Environmental Metric) ด้วยเครื่องมือประเมินความหลากหลายทางชีวภาพแบบบูรณาการ (IBAT: Integrated Biodiversity Assessment Tool) สำหรับการคัดกรองพื้นที่ที่มีความสำคัญด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และ The World Wide Fund for Nature Biodiversity Risk Filter (WWF BRF) สำหรับการประเมินระดับความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพ

Locate

ภายใต้ขั้นตอนการระบุตำแหน่งของแนวทาง LEAP กลุ่มบริษัทฯ ดำเนินการระบุระยะห่างระหว่างตำแหน่งของโรงงานผลิตยางมะตอยในประเทศไทยและพื้นที่สำคัญด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และ/หรือพื้นที่คุ้มครอง

การระบุระยะห่างจากพื้นที่สำคัญด้านความหลากหลายทางชีวภาพ

กลุ่มบริษัทฯ ใช้เครื่องมือ IBAT ในการระบุระยะห่างระหว่างตำแหน่งของโรงงานผลิตยางมะตอยและพื้นที่สำคัญด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (KBAs: Key Biodiversity Areas) และ/หรือพื้นที่คุ้มครอง (PAs: Protected Areas)

ทั้งนี้ จากเครื่องมือ IBAT พบว่า โรงงานผลิตยางมะตอยทั้งสี่แห่งในประเทศไทยตั้งอยู่ห่างจากพื้นที่สำคัญด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และ/หรือพื้นที่คุ้มครอง มากกว่า 2 กิโลเมตร ส่งผลให้ที่ตั้งโรงงานทั้งหมดอยู่ในระดับความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพเบื้องต้นในระดับต่ำถึงปานกลาง หรือ ไม่พบความเสี่ยงและผลกระทบด้านความหลากหลายทางชีวภาพที่มีนัยสำคัญ ดังนั้น ในปัจจุบันจึงไม่จำเป็นต้องมีมาตรการบรรเทาผลกระทบด้านความหลากหลายทางชีวภาพเพิ่มเติม

ผลการประเมินความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพ แสดงไว้ในตารางด้านล่าง

Evaluate and Assess

กลุ่มบริษัทฯ ดำเนินการประเมินระดับความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่ดำเนินงาน โดยพิจารณาจากการพึ่งพิง (Dependency) และผลกระทบ (Impact) ต่อทรัพยากรธรรมชาติที่เกี่ยวข้อง โดยอ้างอิงเครื่องมือ WWF BRF ในการประเมินความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพเชิงทางกายภาพ (Physical Risk) และชื่อเสียง (Reputation Risk)

ทั้งนี้ WWF BRF กำหนดระดับความเสี่ยงออกเป็นห้าระดับ ได้แก่ ต่ำมาก ต่ำ ปานกลาง สูง และสูงมาก โดยใช้ช่วงคะแนนมาตรฐานตั้งแต่ 1.0 ถึง 5.0

โดยผลการประเมินด้วย WWF BRF พบว่า พื้นที่ตั้งของโรงงานมีการเผชิญความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพตั้งแต่ระดับต่ำถึงระดับสูง โดยมีเพียงตัวชี้วัดบางรายการที่มีระดับความเสี่ยงอยู่ในเกณฑ์สูงมาก (ตั้งแต่ 4.2 คะแนนขึ้นไป) ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการวางแผนและดำเนินมาตรการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพเป็นลำดับแรก

การประยุกต์ใช้เกณฑ์การจัดระดับความเสี่ยงของ WWF BRF ช่วยให้กลุ่มบริษัทฯ สามารถจัดลำดับความสำคัญของการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นการกำหนดมาตรการลดผลกระทบสำหรับตัวชี้วัดที่ได้รับการประเมินให้อยู่ในเกณฑ์สูงมาก เป็นลำดับแรก ขณะที่ความเสี่ยงในระดับอื่น ๆ จะได้รับการบริหารจัดการผ่านการติดตามผลอย่างต่อเนื่องและการดำเนินงานด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมตามแนวปฏิบัติปกติของกลุ่มบริษัทฯ

Prepare

จากผลการประเมินด้วยเครื่องมือ WWF BRF พบว่า ความเพียงพอของน้ำ (Water Availability) และมลพิษ (Pollution) เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับการบริหารจัดการ เนื่องจากถูกจัดอยู่ในกลุ่มตัวชี้วัดที่มีระดับความเสี่ยงสูงมาก

แนวทางการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทฯ สอดคล้องกับหลักการบรรเทาผลกระทบตามลำดับชั้น (Mitigation Hierarchy) ของ S&P Global ซึ่งมุ่งเน้นมาตรการด้านการหลีกเลี่ยงผลกระทบ (Avoidance) การลดผลกระทบ (Reduction) และการปฏิรูป (Transformation) เพื่อบริหารจัดการการพึ่งพิง (Dependency) และผลกระทบ (Impact) ต่อทรัพยากรธรรมชาติ

  • ความเพียงพอของน้ำ (Water Availability):
    กลุ่มบริษัทฯ ได้ดำเนินโครงการนำน้ำรีไซเคิลกลับมาใช้ประโยชน์ (Recycled Water Project) ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาแหล่งน้ำภายนอก โดยอาศัยการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและการหมุนเวียนทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด
  • มลพิษ (Pollution):
    โครงการเชิงกลยุทธ์ด้านสภาพภูมิอากาศและการบำรุงรักษาเครื่องจักรตามกำหนดเวลามีบทบาทสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและควบคุมมลพิษให้เป็นไปตามข้อกำหนดทางกฎหมาย ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อระบบนิเวศโดยรอบ